เทคนิคการใช้งาน

ความรู้เกี่ยวกับ Blockchain และเพิ่มความอินเทรนด์ด้วย Wallet ใช้กับร้านค้า

Post by
FoodStory

Blockchain (บล็อกเชน) คำศัพท์ใหม่ ที่เราเริ่มได้ยินตามสื่อต่างๆ รวมถึงตามงานสัมมนากันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน FinTech บทความนี้ผู้เขียนตั้งใจจะขออธิบาย concept ของมัน โดยเฉพาะเรื่องประโยชน์และการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้

Blockchain (บล็อกเชน) คืออะไร และสำคัญอย่างไร

“Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยนำมาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง"

โดยปกติแล้วเรามักต้องพึ่งพิงบุคคลที่สาม (centralized trusted party) มาช่วยทำหน้าที่เป็นคนกลางคอยตรวจสอบความน่าเชื่อถือเวลาทำธุรกรรม  ถ้าท่านผู้อ่านเคยทำธุรกรรมออนไลน์ จะสังเกตเห็นว่า มักจะต้องมีคำที่ระบุว่า Secured by หรือ Protected by ตามด้วยชื่อตัวกลางใดๆ

แน่นอนว่า Trust เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ไม่อย่างนั้นเราจะกล้ากรอกข้อมูลบัตรเครดิตได้อย่างไร โดยที่ยังมั่นใจว่ามันจะไม่รั่วไหล หรือถูกทำให้เปลี่ยนแปลง

การมาของบล็อกเชนมีส่วนช่วยอย่างมาก เพราะบล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ประโยชน์ของมันคือมันเป็นเทคโนโลยีที่นำมาซึ่งความปลอดภัย น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง ทีนี้ธุรกรรมออนไลน์ใดๆ ก็จะสามารถทำได้อย่างสะดวกมากขึ้น ใส่ความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น creative มากขึ้น innovative มากขึ้น ประหยัดขึ้น รวดเร็วขึ้น มันเรียกได้ว่าเป็น “transfer of trust in a trustless world” เพราะถึงแม้สองบุคคลจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ด้วยความมั่นใจ พูดถึงคำว่าแลกเปลี่ยนข้อมูล ก็มีการประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวางทีเดียว เราจึงตื่นเต้นกันว่าบล็อกเชนนี่แหละ ต่อไปจะเป็น Game changer

การทำงานของ Blockchain

บล็อกเชน เป็นรูปแบบการเก็บข้อมูล (Data structure) แบบหนึ่ง ที่ทำให้ข้อมูล Digital transaction ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุกๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้ block ของข้อมูลลิ้งก์ต่อไปยังทุกๆ คนเป็น โดยที่ทราบว่าใครที่เป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริงๆ

เมื่อบล็อกของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชน  มันจะเป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลง เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุกๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนแต่มีสำเนาของบล็อกเชน สามารถรัน Algorithm เพื่อตรวจสอบ Transaction โดย Transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาต ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง

Bitcoin (บิทคอยน์) กับ Blockchain (บล็อกเชน) เกี่ยวข้องกันอย่างไร

บล็อกเชน เป็นเทคโนโลยี ด้านความปลอดภัยของข้อมูล

บิทคอยน์ ว่าด้วยเรื่องสกุลเงินบนโลกดิจิตอล

จะเห็นได้ว่า บล็อกเชน ไม่ใช่ บิทคอยน์ และบิทคอยน์ ก็ไม่ใช่บล็อกเชน แต่โมเดลบิทคอยน์ มีความต้องการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ เพื่อให้การซื้อขายสกุลเงินดิจิตอลนี้ มีความปลอดภัย

และเพราะว่า บล็อกเชน ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องได้กับทุกอุตสาหกรรม ไม่เจาะจงเฉพาะบิทคอยน์ หรือ FinTech เพียงแต่เทคโนโลยีนี้เรียกได้ว่าส่งผลกระทบต่อวงการ FinTech ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจน และการบูมของเทคโนโลยีตัวนี้ มาจากความพยายามในการทำบิทคอยน์

Content Credit by https://techsauce.co

Cryptocurrency หรือ คริปโตเคอเร็นซี่ หากแปลความหมายตรงตัวมันก็คือ สกุลเงินที่มีการเข้ารหัส

หากจะพูดภาษาให้เข้าใจง่าย ๆ Cryptocurrency ก็คือ สกุลเงินดิจิตอล หรือ เงินดิจิตอล โดยออกแบบมาให้เข้ารหัส กระจายออกไปในส่วนอื่น ๆ ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีการควบคุมจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือที่เรียกว่า Blockchain ที่เก็บข้อมูลแบ่งออกเป็น ก้อน ๆ (block) และกระจายออกไปเชื่อมโยงกันไปอย่างต่อเนื่องเหมือนโซ่ (chain)

5 อันดับ Currency ที่มีคนใช้มากที่สุด

อันดับที่ 5 : Dash

Dash เป็นสกุลเงินดิจิตอลตัวใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วด้วยแนวคิดส่งเงินกันได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอนานเหมือนอย่าง Bitcoin จึงได้รับความนิยมอย่างมากจากร้านค้าออนไลน์ต่างๆ

อันดับที่ 4 : LiteCoin

LiteCoin นี้ได้รับการตั้งชื่อเล่นว่าเป็น “เงิน” ในโลกของ Digital Currency และกำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมากขึ้นๆ

อันดับที่ 3 : Ripple

Ripple นี้เป็น Platform สำหรับการทำ Digital Asset และสามารถส่งข้ามโลกกันได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นแนวคิดที่สามารถมาเปลี่ยนโลกการเงินได้อย่างกว้างขวาง ทำให้สถาบันการเงินทั่วโลกตื่นตัวกันอย่างมาก

อันดับที่ 2 : Ethereum

Etherum หรือชื่อเล่นว่า World Computer เป็นแนวคิดที่นำเอา Blockchain มาและใส่ Bussiness Logic ใดๆก็ได้ตามต้องการเข้าไปและทำงานอัตโนมัติได้บน Blockchain ซึ่งทำให้โลกเราหันมาสนใจในเทคโนโลยี Blockchain นี้กันอย่างกว้างขวางและเป็นผู้ที่ทำให้เกิดแนวคิด Smart Contract ขึ้นในโลกของเรา

อันดับที่ 1 : Bitcoin

พระเอกของเรา Bitcoin ที่ทำให้โลกของเรารู้จักในเทคโนโลยี Blockchain และปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม สามารถนำมาซื้อของในโลก Physical ได้แล้วจริงๆด้วย ในต่างประเทศหลายๆที่ ได้รับการตั้งชื่อเล่นให้เป็น “ทอง” ในโลกดิจิตอลนั้นเองครับ

ด้วย Blockchain คือแหล่งรวมสกุลเงินอิเล็กทรอนิคจึงเกิดเป็น Wallet ที่ทำการบริการเหมือนกุณแจส่วนตัว ซึ่งเสมือนกุญแจไขตู้เซฟเข้าไปหยิบ Bitcoin หรือสกุลเงินอื่นๆของเรามาใช้จ่ายในการโอนไปยัง address อื่นได้

แล้ว Address คืออะไร ต่างจาก Wallet ยังไง

Address คือ ที่อยู่ที่เป็นที่เก็บ Bitcoin เอาไว้ เปรียบเสมือนเลขบัญชี ใน Blockchain นั้น โดย Address จะถูกสร้างมาจาก private key และ Address จะถูกปลดล็อคด้วย private key ตัวที่สร้างมันขึ้นมาเท่านั้น ทำให้ใครก็ตามที่จะเอา Bitcoin จากใน Address นี้ไปใช้จะต้องมี private key ที่ถูกต้อง นั่นแปลว่า private key เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการรักษา Bitcoin หรือเงินดิจิตอลสกุลอื่นๆให้ปลอดภัย เป็นสิ่งที่เราต้องเก็บให้มิดชิดไม่ให้ผู้อื่นได้ไป

Content Credit by https://siamblockchain.com

สรุปการเปรียบเทียบแบบง่ายๆ คือ
– Address คือ ตู้เซฟไว้เก็บเงิน
– Private key คือ กุญแจไว้ปลดล็อคตู้เซฟ
– Wallet คือ ที่ที่เราเก็บกุญแจและตู้เซฟเอาไว้อย่างปลอดภัย

ทีนี้เรามารู้จัก Wallet แต่ละชนิดกันบ้าง

Hot Wallet (Online Wallet)

Hot Wallet เป็น Wallet ที่สะดวกสบายกับผู้ใช้งานมากที่สุด สาเหตุที่ต้องใช้ชื่อว่า Hot wallet หรือกระเป๋าร้อน นั่นเป็นเพราะลักษณะการใช้งานที่สะดวกรวดเร็ว เหมาะสำหรับการจ่ายเงินแบบเร่งรีบอย่างเช่นในร้านอาหารหรือห้างสรรพสินค้า

เนื่องจากมันคือ Online Wallet ที่เราสามารถสมัครใช้บริการแล้วโอนเงินเข้า Wallet Address ได้เลย เวลาจะโอนเงิน Online Wallet นี้ก็จัดการ private key ให้เพื่อนำเงินออกมาโอนได้โดยเราอาจจะไม่เคยเห็น private key จริงๆเลยด้วยซ้ำ และถ้าเว็บนั้นมี HTTPS (ดูได้ที่ url ของเว็บ) ก็จะยิ่งเพิ่มความปลอดภัยในการส่งข้อมูล ในสมัยนี้ เว็บไซต์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บน Cloud ที่มีมาตรฐาน ก็ยิ่งยากที่จะถูก Hacker โจมตี เปรียบเทียบได้ว่า Hot Wallet คือ ธนาคารที่คอยดูแลเงินฝากของเรา

แต่ความสะดวกสบายนี้ก็แลกมากับการที่เราต้องเชื่อมั่นใน Online Wallet นี้ว่าเขาจะไม่ชักดาบโกงเรา แล้วหายไปพร้อมกับ Bitcoin ที่เรามี เพราะกุญแจก็อยู่กับเจ้าของ Online Wallet เขาคิดจะฮุบเอา Bitcoin ไปเมื่อไรก็ได้ จึงต้องเลือก Wallet ที่มีความน่าเชื่อถือ

Cold Storage

Cold Storage เป็นการเก็บ Bitcoin ไว้ในที่ที่อยู่นอกเหนือเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ยกตัวอย่างเช่น การเก็บ Wallet ไว้ใน USB Thumb Drive หรือ การใช้ Paper Wallet วิธีนี้ เราจะเป็นผู้จัดการ private key เองโดยในกรณีของ USB เราจะเก็บค่าของ private key ไว้ในนั้น ส่วนของ Paper Wallet ตัว private key จะแปะอยู่บนกระดาษ เมื่อต้องการจะใช้ Bitcoin ใน Wallet นี้ ก็จะต้องเอา private key ไปต่อกับคอมพิวเตอร์ที่มีอินเตอร์เน็ตเพื่อไขตู้เซฟเปิดออกแล้วทำการโอน Bitcoin

ข้อดีของมันคือ กุญแจตู้เซฟ หรือ private key จะอยู่ที่ตัวเรา เราจัดการเอง และการที่ไม่ให้อินเตอร์เน็ตมายุ่งกับ private key ของเราก็ป้องกันการถูกไวรัสที่จะมาขโมย private key นี้ได้ แต่จังหวะตอนหยิบออกมาใช้ก็ต้องระวังว่าต้องใช้กับคอมพิวเตอร์ที่ปลอดภัย และ USB ที่ใช้เก็บก็ต้องปลอดไวรัส

ข้อเสีย คือ ความยุ่งยากในการที่เราจะต้องนำ Cold Storage Wallet นี้มาต่อกับอินเตอร์เน็ตทุกครั้งที่จะใช้งาน ซึ่งขั้นตอนก็มีความซับซ้อนขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์หรือวิธีการที่เราเลือก วิธีที่ง่ายที่สุด น่าจะเป็นการใช้ Online Wallet ชื่อ Mycelium ที่มี option ในการ import private key ของตัวเราเอง ทำให้ใช้คู่กับ Cold Storage ได้ อีกความยุ่งยาก คือ การจัดเก็บ เราต้องมั่นใจว่า Cold Storage นี้จะไม่หาย หรือ ลืมทิ้งไว้ที่ไหน มีผู้ใช้บางคนถึงกับเข้ารหัส private key ของตัวเองแล้วเก็บไว้ในหลายๆที่ เพื่อกันว่าถ้าหายแล้ว เขาจะได้มีตัวสำรองที่เอาออกมาใช้แทนได้ สำหรับเว็บแลกเปลี่ยน Bitcoin บางที่ ถึงกับมีการนำ Cold Storage ไปฝากไว้ในตู้เซฟจริงๆที่ธนาคารเพื่อป้องกันไม่ให้แม้แต่คนไปเข้าถึง Wallet และ Address นี้ได้

Hardware Wallet

Hardware Wallet แก้ปัญหาความยุ่งยากของ Cold Storage โดยการสร้างฮาร์ดแวร์พิเศษที่เก็บ private key ไว้อย่างปลอดภัย และเมื่อต้องการที่จะใช้จ่าย Bitcoin จาก Wallet นี้ ก็แค่เสียบเข้าคอมพิวเตอร์แล้วเข้าโปรแกรม หรือเว็บไซต์สำหรับ Hardware Wallet นี้ที่ออกแบบมาพิเศษเพื่อความปลอดภัย ก็จะสามารถโอนเงินได้ เปรียบเสมือนมีบอดี้การ์ดส่วนตัวไว้เฝ้ากุญแจตู้เซฟของเรา

ความแตกต่างระหว่าง Hardware wallet กับ Cold storage คือ Hardware wallet นั้นถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการเก็บเหรียญคริปโตโดยเฉพาะ มีระบบ UI ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ใช้งานง่าย ข้อสังเกตอีกข้อคือใน Hardware wallet บางตัวเราไม่ได้เก็บเหรียญคริปโตในตัวของอุปกรณ์ แต่มันทำหน้าที่เปรียบเสมือนสแตมป์ที่ช่วยอนุมัตการถอนเหรียญคริปโตอีกทีหนึ่ง

ข้อเสียของมัน ณ ตอนนี้ คงเป็นราคาที่แพงพอสมควร สำหรับอุปกรณ์ที่ออกแบบมาพิเศษ ซึ่งผู้ผลิตการันตีว่าไม่มีไวรัส และถูกเจาะข้อมูลออกไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่จะสามารถวิ่งเข้าไปใน Hardware Wallet นี้คือ transaction ของ Bitcoin เพื่อให้ Hardware Wallet นี้ใช้ private key ที่เก็บไว้อย่างแน่นหน้าในการปลดตู้เซฟเพื่อเอา Bitcoin ออกมา

Hardware Wallet ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ TREZOR และ Ledger Nano

ธุรกิจร้านค้าสามารถรับจ่ายเงินด้วย CryptoCurrency ได้ไหม?

คำตอบคือ " ได้ " โดยใช้ Wallet เข้ามาเป็นตัวช่วยในการจัดการเงินในกระเป๋าของคุณ เพื่อเป็นตัวกลางในการใช้แลกเปลี่ยน Transaction ปัจจุบันในต่างประเทศมีการเริ่มรับชำระด้วย Cryptocurrency หลายที่แล้วซึ่ง Wallet ที่ร้านค้าจำเป้นจะต้องใช้ก็คือ Hot Wallet ซึ่งมีให้เลือกบริการหลายที่อย่างเช่น

หากร้านค้าสนใจการใช้ Wallet รับเงินก็ควรเลือกใช้ Wallet ที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ เพราะเท่ากับว่าคุณฝากจุญแจเข้าสู่บัญชีของคุณไว้กับเขา และเขาสามารถทำอะไรกับมันก็ได้

จะเริ่มการชำระเงินด้วย Wallet ได้อย่างไร?

1. เปิดบัญชีและเรียนรู้การใช้งาน

คุณสามารถเข้าไปเปิดบัญชีง่ายผ่าน Blogchain Walletได้ที่ https://www.coins.co.th ซึ่งเป็น Blogchain Wallet ที่น่าเชื่อถืออันหนึ่งในไทย สามารถดูวิธีการได้ตามวีดีโอด้านล่าง และการใช้ทั้งการโอนและการเปลี่ยนเป็นเงินจริง

 

2. เครื่องมือสำหรับแปลงค่าเงิน

คุณสามารถแปลงค่าเงินจาก CryptoCurrency เป็นค่าเงินจริงได้หลากหลายช่องทาง แต่ละเว็บจะอ้างอิงค่าเงินต่างกัน เพราะฉะนั้นควรเลือกอันที่น่าเชื่อถือมากที่สุด อย่างเช่น https://tools.bitcoin.com/ ก็สามารถใช้งานได้ง่ายเพียงใส่ค่าเงินลงไปก็แปลงเป็นเงิน CryptoCurrency ได้ทันที

3.การบันทึกข้อมูลกับระบบการขาย

ระบบการขายของคุณจะต้องสามารถบันทึกข้อมูลการจ่ายด้วยค่าเงินต่างๆได้ เพื่อเป็นรีพอร์ตการขายที่แท้จริง ว่าลูกค้าจ่ายเงินรูปแบบไหนมากที่สุดเพื่อนำไปทำเป็นโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าได้อีกด้วย

FoodStory Owner ฟีเจอร์รองรับการจ่ายเงินรูปแบบต่างๆได้ที่เรียกว่า Custom Payment สามารถดูขั้นตอนการใช้งานได้ที่นี่

>> เกี่ยวกับ FoodStory Custom Payment <<

เท่านี้ร้านของคุณก็อินเทรนพร้อมรับการชำระเงินด้วย CryptoCurrency แล้ว

GoodFood GoodStory
เพื่อนคู่คิดร้านอาหารที่ดีที่สุด เพราะเราเข้าใจที่สุด

ให้ร้านอาหารของคุณกลายเป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดด้วย FoodStory จัดการร้านอาหารได้อย่างมืออาชีพ เพียงปลายนิ้วสัมผัส ระบบจัดการร้านอาหารอันดับหนึ่งในไทย

#FoodStory #RestaurantManagement

กลับสู่หน้า Blog หลัก
More interesting Blogs

บทความที่คุณอาจสนใจ

การจัดการ

6 สาเหตุหลัก ที่ทำให้ร้านอาหาร "เจ๊ง"

FoodStory
September 5, 2018

จากการศึกษา ของ Ohio State University พบว่า 60% ของร้านอาหาร "เจ๊ง" ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดร้าน ลองมาดู 6 สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ร้านอาหารเจ๊งไม่เป็นท่าดันเลยดีกว่า!

ข่าวสาร

อาหารสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุ

FoodStory x Rabbit Finance
June 22, 2018

อย่างที่ทราบกันดีว่าในปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ แบบเต็มตัว มาทำความเข้าใจลักษณะอาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุกันดีกว่า

การจัดการ

“CARE” แค่ไหนที่ลูกค้าต้องการ

FoodStory
June 5, 2018

ในมุมมองของลูกค้าเมื่อเข้าไปรับประทานอาหารร้านๆหนึ่งแล้วเขาต้องการความรู้สึกประทับใจทั้งในตัวอาหารและรวมถึงเรื่องของการบริการ แต่ร้อยละแปดสิบของลูกค้าแล้วถึงอาหารจะไม่ได้อร่อยมากแต่ถ้าบริการดีก็สามารถผูกใจลูกค้าให้กลับมาทานร้านเราอีกได้เป็นอย่างดี ดังนั้นงานบริการจึงเป็นงานที่สำคัญอย่างมาก

ข่าวสาร

อาหารที่ดีต่อใจสาวๆ กินแล้วสวย แถมดีต่อสุขภาพ

FoodStory x Rabbit Finance
May 22, 2018

อย่างที่ทราบกันดีว่า ความสวยนี้มันช่างฉาบฉวยเสียจริง เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ความหย่อนคล้อยก็เข้ามาแทนที่ ฉะนั้นเรามาหาความสวยแบบยั่งยืนที่ออกมาจากภายในกันเถอะ

ฟีเจอร์ใหม่

Mobile Self-Order — FoodStory App

FoodStory
October 25, 2017

ร้านอาหารหลายร้าน ประสบปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการบริการในการรับสั่งอาหาร และจำเป็นจะต้องมีการจัดหาเด็กเสริฟเพื่อเดินไปที่โต๊ะเพื่อรับออเดอร์ ในช่วงเวลาเร่งรีบ เช่น มื้อกลางวัน หรือมื้อเย็น ก็ต้องมีเด็กเสริฟเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

การจัดการ

วิธีการรับมือความคิดเห็นด้านลบของลูกค้า

FoodStory
June 8, 2018

การแสดงความคิดเห็นบนออนไลน์เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่ทำให้คุณสามารถสังเกตผลตอบรับจากการมาใช้บริการของลูกค้าได้ และยังเป็นการให้ข้อเสนอแนะเพื่อกระตุ้นหรือเป็นแนวทางในการพัฒนาร้านให้ดียิ่งขึ้น โดยลูกค้ามักจะมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการบริการมากกว่าจะเป็นปัญหาเรื่องความอร่อย